มันสำปะหลังในปีนี้มีราคาสูงขึ้นจากเดิมมาเท่าตัวเลยทีเดียว คือเพิ่มขึ้นจากตันล่ะ 1,700 บาท (จริงๆรัฐบาลประกันราคาไว้สูงกว่านี้น่ะ แต่ราคาที่ชาวไร่ได้จริงๆไม่ถึงหรอกน่ะค่ะท่านรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ) ขึ้นมาเป็น 3,200 บาท ซึ่งนับเป็นราคามันสำปะหลังที่สูงมากเป็นประวัติการณ์เท่าที่เคยมีมา แต่ ณ วันที่เขียนเอนทรี่อยู่นี้ราคาก็ได้ตกลงมาเรียบร้อยแล้วน่ะค่ะ

หลังจากผ่านวิกฤตน้ำท่วมใหญ่มาแล้ว ก็ยังมีไร่มันบางส่วนที่ยังไม่เสียหายโดนน้ำท่วมหัวมันเน่าตายไปเสียหมด และบางส่วนที่ยังไม่ถูกน้ำพัดพาไป แต่ก็นับว่าเหลือเป็นส่วนน้อย บางไร่หายไปครึ่งต่อครึ่งเลยก็มี เมื่อราคามันสำปะหลังเพิ่มขึ้นมามากมายขนาดนี้ ชาวไร่มันก็ต้องมานั่งตัดสินใจกันล่ะว่า

 

จะขุดมันขายไปตอนนี้เพื่อให้ได้ราคามันสูงๆไว้ก่อน ถึงแม้ว่าจะต้องเสี่ยงกับการได้หัวมันที่ยังไม่โตพอ เพราะยังปลูกไม่ได้ตามเวลาที่กำหนดไว้ แต่ก็ต้องเสี่ยงเอาล่ะค่ะ ถ้าไม่ขุดมันขายไปเสียตั้งแต่ยังได้ราคามันสูงๆ ก็ไม่มีหลักประกันอะไรในอนาคตอีกเหมือนกันว่า มันสำปะหลังจะยังคงราคาอยู่ที่ตันล่ะ 3,200 บาท ไปอีกนานแค่ไหน แล้วถ้าไปขุดมันขายตามเวลาที่กำหนดไว้ ถึงแม้จะได้หัวมันโตพอขนาดที่ต้องการ แต่ถ้าราคามันตกลงมาแล้วก็จะได้ราคาต่อตันน้อยกว่าในเวลานี้

 

ชาวไร่ก็ต้องคิดหนักสิค่ะ ว่าจะเอายังไง ต้องมาชั่งใจกันล่ะว่าจะเลือกทางไหนดี จะขุดมันตอนนี้หรือไปขุดมันเอาวันข้างหน้า แต่จะอย่างไรผลการตัดสินใจที่ออกมาส่วนใหญ่แล้วชาวไร่ตัดสินใจขุดมันไปขายค่ะ ยกเว้นบางไร่ที่ไม่ได้รีบร้อนใช้เงินอะไรและคะเนดูแล้วว่าไร่มันที่เหลือจากการถูกน้ำท่วม ต้นมันจะสามารถเติบโตต่อไปได้ หรือเห็นว่าเหลือน้อยขุดไปขายตอนนี้ก็ไม่คุ้มอยู่ดี ก็จะยังไม่ขุดมันขายไป แต่ก็เป็นส่วนน้อย เพราะชาวไร่ที่เห็นๆกันอยู่ก็มีภาระค่าใช้จ่ายด้วยกันทั้งนั้น ชาวไร่มันสำปะหลังหลายครอบครัวในพื้นที่ที่ฉันอยู่ (กำแพงเพชร) ไม่ได้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ต้องอาศัยเช่าที่ทำไร่มัน ซึ่งราคาเริ่มต้นก็มีตั้งแต่ 700-1,000 บาท หรืออาจมากกว่านี้ขึ้นอยู่กับสภาพของดินว่าจะให้ผลผลิตได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อต้องเสียค่าเช่าที่แบบนี้ ชาวไร่ที่ได้รับความเสียหายเยอะก็ต้องการเงินมาลงทุน เพื่อปลูกมันชุดใหม่แทนของเดิมที่ถูกน้ำท่วมตายไปด้วย ผลที่ได้ก็คือถ้าไร่มันไหนปลูกมันมาก่อนที่น้ำจะท่วมใหญ่นานมากหน่อยก็ยังจะได้หัวมันที่โตพอ แต่ถ้าไร่ไหนปลูกมาไม่นานพอก็จะได้มันหัวเล็กไป ซึ่งจะอย่างไรก็ต้องบอกว่ายังไม่คุ้มที่ลงทุนไปทั้งนั้น

นอกจากที่ชาวไร่ต้องเสี่ยงกับอะไรแบบนี้แล้ว ยังต้องมาเจอกับอะไรที่หนักหนากว่า คือการถูกเอารัดเอาเปรียบ (ทำไมปัญหานี้ถึงยังไม่หมดไปเสียทีน่ะ) คือมีการทุจริตในโครงการรับจำนำมันสำปะหลัง ซึ่งมีการกระทำที่เป็นขบวนการไล่มาตั้งแต่ เจ้าของลานมัน เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับคำสั่งแต่งตั้งหรือว่าจ้างจากทางราชการให้ไปปฏิบัตหน้าที่ตรวจสอบและกำกับดูแลการรับจำนำมันสำปะหลังของเกษตรกร เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วที่จังหวัดกำแพงเพชรดีเอสไอได้แจ้งข้อหาเรื่องทุจริตรับจำนำมันสำปะหลังกับ 8 เจ้าของลานมันไป นี่แค่กำแพงเพชรที่เดียวน่ะค่ะยังไม่รวมลานมันที่จังหวัดอื่นๆอีก ซึ่งไม่รู้ว่าทั่วประเทศจะมีผู้ประกอบการธุรกิจลานมันทุจริตในโครงการรับจำนำมันนี้รวมๆแล้วอีกเท่าไหร่กัน

ถ้ามองย้อนกลับไปในช่วงเวลาสองสามปี ที่ผ่านมานี้จะเห็นได้ว่าเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังต้องประสบปัญหามาอย่างต่อเนื่อง เมื่อปี 2552 ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังประสบปัญหาราคาตกต่ำ เพราะผลผลิตมีเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่การส่งออกชะลอตัวลงอย่างมาก ทำให้ส่งผลกระทบต่อชาวไร่มันสำปะหลังจนต้องออกมาเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลในขณะนั้น สาเหตุเพราะว่าปี 2551 มันสำปะหลังมีราคาสูงและมีการคาดการณ์ว่าในปี 2552 ก็จะยังมีราคาที่สูงเพิ่มมากขึ้น ชาวไร่จึงให้ความสนใจหันมาขยายพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังกันเพิ่มมากขึ้น แต่ภายหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทำให้ปริมาณการส่งออกลดลง ความต้องการใช้มันสำปะหลังภายในประเทศก็ชะลอตัวลง ทำให้มีปริมาณมันสำปะหลังค้างสต็อกอยู่เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ราคามันสำปะหลังไม่เป็นไปตามที่มีการคาดการณ์ไว้ ในตอนนั้นนอกจากผู้ปลูกมันสำปะหลังจะประสบกับราคามันตกต่ำแล้ว ก็พบกับปัญหาเดียวกันกับในตอนนี้คือเรื่องทุจริตฉ้อโกงจากเจ้าของลานมันคือ โครงการที่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลในการแทรกแซงราคามันสำปะหลังนั้น ในบางพื้นที่เจ้าของลานมันได้กดราคารับซื้อจากชาวไร่ที่นำมาขาย โดยอ้างว่ารับซื้อมันสำปะหลังแปรรูปชนิดเส้น ทั้งที่รัฐบาลประกาศให้รับซื้อมันสำปะหลังสด ทำให้ชาวไร่ผู้ปลูกมันสำปะหลังต้องถูกหักเงินค่าแปรรูปมันด้วย (อ้างอิง: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)

 

ที่มา  http://www.oknation.net/blog/LawLaw/2011/06/25/entry-1